Propertyhub
propertyhub logo
Reviewคู่มือ/ซื้อ/ขาย/เช่าHome & LivingNewsนายหน้ามือโปร
ค้นหาบทความclock

กู้บ้านไม่ผ่าน เพราะอะไร ? รวมสาเหตุ วิธีแก้และวิธีเตรียมตัวก่อนยื่นกู้ใหม่

การเงิน - กู้เงิน - รีไฟแนนซ์ - ภาษีซื้อบ้าน - ซื้อคอนโด
รูปโปรไฟล์ของ KAiiW.
BY
KAiiW.
โพสต์เมื่อ
14 July 2026
กู้บ้านไม่ผ่าน เพราะอะไร ? รวมสาเหตุ วิธีแก้และวิธีเตรียมตัวก่อนยื่นกู้ใหม่

การซื้อบ้านหรือคอนโดเป็นเป้าหมายสำคัญของใครหลาย ๆ คน แต่สิ่งที่ทำให้หลาย ๆ คน ต้องผิดหวังไม่น้อยเช่นกันก็คือการ กู้บ้านไม่ผ่าน ทั้งที่มีรายได้ประจำและวางแผนเลือกบ้านไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งความจริงแล้วการอนุมัติสินเชื่อไม่ได้พิจารณาแค่รายได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ธนาคารและสถาบันการเงินใช้ประกอบการพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นภาระหนี้เดิม ประวัติการชำระหนี้ ความมั่นคงของรายได้ หรือมูลค่าของหลักประกัน ดังนั้นหากคุณกำลังวางแผนซื้อบ้านหรือคอนโด การทำความเข้าใจสาเหตุที่ทำให้ กู้บ้านไม่ผ่าน ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้เตรียมตัวได้อย่างถูกต้อง ลดโอกาสถูกปฏิเสธสินเชื่อ และเพิ่มความมั่นใจเมื่อต้องยื่นกู้จริง โดยบทความนี้ Propertyhub ได้รวบรวมสาเหตุที่พบบ่อย พร้อมวิธีแก้ไขและแนวทางเตรียมตัวก่อนยื่นกู้ครั้งใหม่ เพื่อช่วยให้การมีบ้านในฝันเป็นเรื่องที่ใกล้ความจริงมากยิ่งขึ้น

 

ธนาคารพิจารณาอะไรบ้างตอนอนุมัติสินเชื่อบ้าน ?

ก่อนจะไปดูสาเหตุที่ทำให้กู้บ้านหรือกู้คอนโดไม่ผ่าน ควรเข้าใจภาพรวมก่อนว่าธนาคารใช้หลักเกณฑ์อะไรบ้างในการพิจารณา โดยทั่วไปจะดูอยู่ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

  1. ความสามารถในการชำระหนี้ (Capacity) ดูจากรายได้ ความมั่นคงของอาชีพและภาระหนี้สินที่มีอยู่
  2. ความน่าเชื่อถือทางเครดิต (Character) ดูจากประวัติการชำระหนี้ในอดีตผ่านข้อมูลเครดิตบูโร
  3. หลักประกัน (Collateral) ดูจากมูลค่าและสภาพของทรัพย์ที่นำมาเป็นหลักประกัน

เมื่อปัจจัยข้อใดข้อหนึ่งในสามข้อนี้ไม่ผ่านเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด ก็มีโอกาสสูงที่การขอสินเชื่อจะถูกปฏิเสธ ทีนี้มาดูรายละเอียดของแต่ละสาเหตุกันแบบเจาะลึก

 

กู้บ้านไม่ผ่าน เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง ?

กู้บ้านไม่ผ่าน เพราะอะไร ? รวมสาเหตุ วิธีแก้และวิธีเตรียมตัวก่อนยื่นกู้ใหม่ 2.jpg

1. ประวัติเครดิตบูโรไม่ดี

หนึ่งในสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้กู้บ้านไม่ผ่านคือ ประวัติการชำระหนี้ที่ไม่ค่อยดีนัก ซึ่งแบ่งย่อยได้หลายลักษณะ เช่น

  • การผ่อนชำระล่าช้าเป็นประจำ แม้จะจ่ายครบทุกงวดแต่ถ้าจ่ายช้าบ่อยครั้ง ระบบจะบันทึกสถานะ "ค้างชำระ" ในแต่ละเดือน ซึ่งสะสมเป็นภาพลบต่อประวัติ
  • ค้างชำระบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคล โดยเฉพาะหากค้างเกิน 90 วัน จะถูกจัดเป็นสถานะหนี้เสีย (NPL) ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อการพิจารณา
  • เคยผ่านการปรับโครงสร้างหนี้หรือประนอมหนี้ แม้จะแก้ไขจนปิดบัญชีแล้ว แต่ประวัตินี้ก็ยังปรากฏอยู่ในรายงานเครดิตบูโรเป็นระยะเวลาหนึ่ง
  • มีการขอสินเชื่อหรือเปิดบัตรเครดิตถี่เกินไปในช่วงเวลาสั้น ๆ พฤติกรรมนี้อาจทำให้ธนาคารมองว่าผู้กู้กำลังมีปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน

สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ ข้อมูลในเครดิตบูโรจะถูกเก็บรักษาไว้นานถึง 3 ปีสำหรับประวัติปกติ และแม้จะปิดหนี้ไปแล้ว ประวัติการค้างชำระในอดีตก็ยังคงแสดงอยู่ในรายงานจนกว่าจะครบระยะเวลาที่กำหนด ธนาคารจึงยังคงเห็นข้อมูลนี้ตอนพิจารณาสินเชื่อใหม่อยู่ดี

2. รายได้ไม่เพียงพอ หรือไม่มั่นคง

ธนาคารจะพิจารณาสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ หรือที่เรียกว่า DSR (Debt Service Ratio) ซึ่งโดยทั่วไปธนาคารจะกำหนดเพดาน DSR ไว้ที่ ไม่เกิน 40–50% ของรายได้สุทธิ ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละแห่ง หากยอดผ่อนชำระรวมทุกรายการ (รวมสินเชื่อบ้านใหม่) เกินสัดส่วนนี้ โอกาสที่จะกู้บ้านไม่ผ่านก็จะสูงขึ้นทันที กลุ่มที่มักเจอปัญหานี้บ่อยเป็นพิเศษ ได้แก่

  • ฟรีแลนซ์และเจ้าของกิจการ ที่รายได้ไม่สม่ำเสมอในแต่ละเดือน ทำให้ธนาคารประเมินความสามารถในการผ่อนชำระได้ยากกว่าพนักงานประจำที่มีสลิปเงินเดือนชัดเจน
  • ผู้ที่มีรายได้เสริมเป็นหลัก เช่น ค่าคอมมิชชั่น หรือรายได้จากการขายของออนไลน์ที่ไม่มีหลักฐานทางบัญชีรองรับชัดเจน
  • ผู้ที่เพิ่งเริ่มมีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงสั้น ๆ ธนาคารมักดูรายได้ย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปี หากรายได้เพิ่งปรับขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ อาจยังไม่ถูกนับเป็นฐานรายได้ที่มั่นคง

: DSR คืออะไร ? ทำไมถึงมีผลต่อการขอสินเชื่อบ้านและคอนโด

3. ภาระหนี้สินอื่น ๆ สูงเกินไป

แม้จะมีรายได้ดี แต่หากมีภาระผ่อนรถ ผ่อนบัตรเครดิต หรือสินเชื่อส่วนบุคคลอยู่หลายรายการพร้อมกัน ก็จะทำให้ความสามารถในการผ่อนบ้านลดลงในสายตาธนาคาร ตัวอย่างเช่น

  • ผ่อนรถเดือนละ 12,000 บาท
  • ผ่อนบัตรเครดิตขั้นต่ำเดือนละ 3,000 บาท
  • ผ่อนสินเชื่อส่วนบุคคลเดือนละ 5,000 บาท

รวมภาระหนี้เดิมเดือนละ 20,000 บาท หากรายได้อยู่ที่ 40,000 บาทต่อเดือน เท่ากับใช้สัดส่วนหนี้ไปแล้ว 50% เมื่อบวกกับยอดผ่อนบ้านใหม่เข้าไปอีก ก็อาจทำให้สัดส่วนรวมเกินเกณฑ์ที่ธนาคารยอมรับได้ทันที นี่คือเหตุผลที่ธนาคารมักแนะนำให้ปิดหนี้สินย่อยให้มากที่สุดก่อนยื่นกู้บ้าน

4. อายุงานหรือความมั่นคงในอาชีพยังไม่เพียงพอ

โดยทั่วไปธนาคารมักต้องการให้ผู้กู้มีอายุงานอย่างน้อย 1-2 ปีในที่ทำงานปัจจุบัน หรือหากเป็นเจ้าของธุรกิจ ก็มักต้องการให้ดำเนินกิจการมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ปี พร้อมมีงบการเงินที่แสดงผลประกอบการชัดเจน สาเหตุที่ธนาคารให้ความสำคัญกับอายุงานเพราะต้องการประเมินว่ารายได้ในปัจจุบันจะยังคงมีความต่อเนื่องในระยะยาว ซึ่งอาจกินเวลานานถึง 20-30 ปีตลอดอายุสัญญาสินเชื่อบ้าน ดังนั้นหากเพิ่งเปลี่ยนงานใหม่ในช่วง 3-6 เดือนที่ผ่านมา แม้เงินเดือนจะสูงขึ้น แต่ธนาคารบางแห่งอาจยังไม่นับรวมเป็นฐานรายได้เต็มจำนวน หรืออาจขอเอกสารเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความมั่นคงของตำแหน่งงานใหม่

5. เอกสารประกอบการกู้ไม่ครบถ้วนหรือไม่สอดคล้องกัน

บางครั้งปัญหากู้บ้านไม่ผ่านก็ไม่ได้มาจากคุณสมบัติที่แท้จริง แต่มาจากความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในขั้นตอนเอกสาร เช่น

  • สลิปเงินเดือนแสดงยอดไม่ตรงกับที่หักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ)
  • ยื่นรายการเดินบัญชี (Statement) ที่มีเงินโอนเข้า-ออกผิดปกติจนธนาคารตั้งข้อสงสัยเรื่องที่มาของรายได้
  • หนังสือรับรองการทำงานระบุตำแหน่งหรือเงินเดือนคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
  • เอกสารประจำตัว เช่น บัตรประชาชนหรือทะเบียนบ้านหมดอายุ หรือข้อมูลไม่ตรงกัน

ความคลาดเคลื่อนเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ในกระบวนการพิจารณาสินเชื่อ ธนาคารให้ความสำคัญกับความสอดคล้องของข้อมูลอย่างมาก เพราะเกี่ยวข้องกับการประเมินความเสี่ยงโดยตรง

6. ราคาประเมินบ้านต่ำกว่าราคาซื้อขาย

ในบางกรณี แม้ผู้กู้จะมีคุณสมบัติครบถ้วน แต่หากราคาประเมินหลักประกันจากธนาคารต่ำกว่าราคาซื้อขายจริง ก็อาจทำให้วงเงินที่อนุมัติไม่เพียงพอ สถานการณ์นี้มักเกิดกับ...

  • บ้านมือสองที่ผู้ขายตั้งราคาสูงกว่าสภาพตลาดจริง
  • ที่ดินเปล่าหรือบ้านในทำเลที่ธนาคารประเมินว่ามีสภาพคล่องในการขายต่อต่ำ
  • บ้านที่มีการต่อเติมผิดกฎหมายหรือสภาพทรุดโทรมกว่าที่ควรจะเป็น

เมื่อราคาประเมินต่ำกว่าราคาซื้อขาย ผู้กู้อาจต้องหาเงินส่วนต่างมาจ่ายเพิ่มเอง ซึ่งหากไม่มีเงินสำรองส่วนนี้ ก็อาจกลายเป็นอุปสรรคจนไม่สามารถปิดการซื้อขายได้

7. อายุผู้กู้กับระยะเวลาผ่อนชำระไม่สอดคล้องกัน

อีกหนึ่งปัจจัยที่มักถูกมองข้ามคือเรื่องอายุของผู้กู้เทียบกับระยะเวลาผ่อนชำระที่ขอ โดยทั่วไปธนาคารจะกำหนดว่าอายุผู้กู้บวกระยะเวลาผ่อนชำระรวมกันต้องไม่เกิน 65-70 ปี หากผู้กู้มีอายุมากแล้วแต่ขอระยะเวลาผ่อนยาวเกินไป ธนาคารอาจปรับลดระยะเวลาผ่อนลง ซึ่งจะทำให้ยอดผ่อนต่อเดือนสูงขึ้นจนเกินความสามารถในการชำระหนี้ และอาจนำไปสู่การปฏิเสธสินเชื่อได้ในที่สุด

 

วิธีแก้ไข...เมื่อกู้บ้านหรือกู้คอนโดไม่ผ่าน

กู้บ้านไม่ผ่าน เพราะอะไร ? รวมสาเหตุ วิธีแก้และวิธีเตรียมตัวก่อนยื่นกู้ใหม่ 3.jpg

เมื่อเข้าใจสาเหตุแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด เพื่อเพิ่มโอกาสในการยื่นกู้ครั้งหน้าให้ผ่านได้ง่ายขึ้น

1. ตรวจสอบและแก้ไขประวัติเครดิตบูโร

เริ่มจากการขอตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโรของตัวเองผ่านช่องทางที่บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) กำหนด เพื่อดูว่ามีรายการค้างชำระหรือข้อผิดพลาดใดหรือไม่ หากพบหนี้ค้างชำระ ควรรีบเคลียร์ให้เรียบร้อยและขอหนังสือรับรองการปิดบัญชี จากนั้นรักษาวินัยการชำระหนี้ให้ตรงเวลาอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 6-12 เดือน เพื่อสร้างประวัติทางการเงินที่ดีขึ้นก่อนยื่นกู้ใหม่ เพราะธนาคารมักให้น้ำหนักกับพฤติกรรมการชำระหนี้ในช่วงเวลาล่าสุดมากเป็นพิเศษ

2. ลดภาระหนี้สินที่ไม่จำเป็น

พยายามปิดหนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีอยู่ให้มากที่สุดก่อนยื่นกู้ใหม่ เพื่อลดสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ธนาคารยอมรับได้ หากมีบัตรเครดิตหลายใบที่ไม่ได้ใช้งาน ควรพิจารณายกเลิกบางใบ เพราะวงเงินที่อนุมัติไว้ในบัตร แม้จะยังไม่ได้ใช้ ก็อาจถูกนำมาคำนวณเป็นภาระที่มีศักยภาพในการก่อหนี้ได้ในบางกรณี

3. เพิ่มเงินดาวน์ให้มากขึ้น

การวางเงินดาวน์ในสัดส่วนที่สูงขึ้น เช่น จาก 10% เป็น 20-30% จะช่วยลดวงเงินกู้ที่ต้องขอ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในสายตาธนาคาร และเพิ่มโอกาสอนุมัติได้มากขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดภาระดอกเบี้ยตลอดอายุสัญญาอีกด้วย

4. หาผู้กู้ร่วม

หากรายได้ส่วนตัวไม่เพียงพอ การมีผู้กู้ร่วมที่มีรายได้มั่นคงและประวัติเครดิตดี เช่น คู่สมรส บิดามารดา หรือพี่น้อง จะช่วยเสริมความสามารถในการผ่อนชำระให้แข็งแกร่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ควรเลือกผู้กู้ร่วมที่มีประวัติเครดิตดีจริง เพราะหากผู้กู้ร่วมมีปัญหาด้านเครดิตเช่นกัน อาจยิ่งทำให้การพิจารณายากขึ้นกว่าเดิม

5. ปรับโครงสร้างการยื่นกู้ เช่น ลดวงเงินหรือขยายระยะเวลาผ่อน

หากวงเงินที่ขอกู้เดิมสูงเกินความสามารถ ลองพิจารณาปรับลดวงเงินกู้ลง หรือขอขยายระยะเวลาผ่อนชำระให้ยาวขึ้นเพื่อลดยอดผ่อนต่อเดือน วิธีนี้จะช่วยให้สัดส่วน DSR ลดลงและอยู่ในเกณฑ์ที่ธนาคารยอมรับได้มากขึ้น

6. ยื่นกู้กับหลายธนาคาร

แต่ละธนาคารมีเกณฑ์การพิจารณาและนโยบายความเสี่ยงที่แตกต่างกัน หากถูกปฏิเสธจากธนาคารหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าจะถูกปฏิเสธจากทุกธนาคาร การเปรียบเทียบและยื่นกู้กับหลายสถาบันการเงินพร้อมกันจึงเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยเพิ่มโอกาส แต่ควรระมัดระวังไม่ยื่นถี่เกินไปในช่วงเวลาสั้น ๆ เพราะการขอสินเชื่อบ่อยครั้งก็อาจถูกบันทึกในเครดิตบูโรเช่นกัน

 

เตรียมตัวอย่างไรก่อนยื่นกู้บ้านใหม่

กู้บ้านไม่ผ่าน เพราะอะไร ? รวมสาเหตุ วิธีแก้และวิธีเตรียมตัวก่อนยื่นกู้ใหม่ 1.jpg

การเตรียมตัวที่ดีคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้การยื่นกู้ครั้งใหม่มีโอกาสผ่านสูงขึ้น ซึ่งควรเริ่มวางแผนล่วงหน้าอย่างเป็นแบบแผนดังนี้...

  • วางแผนการเงินล่วงหน้าอย่างน้อย 6-12 เดือน เก็บออมอย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงการก่อหนี้ใหม่ในช่วงนี้ รวมถึงหลีกเลี่ยงการโอนเงินก้อนใหญ่เข้าออกบัญชีแบบผิดปกติ เพราะอาจถูกตั้งคำถามเรื่องที่มาของเงิน
  • รักษาสถานะการทำงานให้มั่นคง หากเป็นไปได้ ควรทำงานในที่เดิมต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ปีก่อนยื่นกู้ หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนงานในช่วงใกล้ยื่นกู้
  • จัดเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนและถูกต้อง ทั้งสลิปเงินเดือน หนังสือรับรองการทำงาน หนังสือรับรองเงินเดือน รายการเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน และเอกสารแสดงรายได้อื่น ๆ ให้สอดคล้องกันทุกฉบับ
  • ตรวจสอบเครดิตบูโรของตัวเองก่อนยื่นกู้ทุกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีรายการค้างชำระที่ตกหล่นหรือข้อมูลผิดพลาด
  • คำนวณ DSR ของตัวเองล่วงหน้า ลองประเมินสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ด้วยตัวเองก่อน เพื่อดูว่าวงเงินที่ต้องการขอกู้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่
  • เตรียมเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ นอกเหนือจากเงินดาวน์ เช่น ค่าธรรมเนียมโอน ค่าจดจำนอง และค่าใช้จ่ายในการตกแต่งบ้าน เพื่อไม่ให้กระทบสภาพคล่องหลังผ่อนบ้าน
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อ หรือนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ที่มีประสบการณ์ เพื่อขอคำแนะนำที่เหมาะกับสถานการณ์ของตัวเองโดยเฉพาะ และช่วยเลือกธนาคารที่มีนโยบายเหมาะสมกับโปรไฟล์ของผู้กู้มากที่สุด

 

การกู้บ้านกู้คอนโดไม่ผ่านไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่มีโอกาสเป็นเจ้าของบ้านหรือคอนโด แต่เป็นสัญญาณที่บอกว่ายังมีบางเรื่องที่ควรกลับมาวางแผนให้รอบคอบมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดการภาระหนี้ การสร้างประวัติทางการเงินที่ดีหรือการเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน เพราะเมื่อแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด โอกาสได้รับอนุมัติสินเชื่อในการยื่นกู้ครั้งถัดไปก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย 

 

และสำหรับใครที่กำลังมองหาโครงการบ้านหรือคอนโดทำเลดี ราคาคุ้มค่า ก็สามารถเข้าไปเลือกชมโครงการกว่า 6,000 โครงการทั่วประเทศได้ที่ Propertyhub หรือดาวน์โหลด Propertyhub App เพื่อให้การค้นหาคอนโด เป็นเรื่องง่าย ๆ เพียงแค่ปลายนิ้ว (รองรับทั้งระบบ IOS และ Android)

 

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

: Checklist ก่อนจองบ้านและคอนโด รวมสิ่งที่ต้องเช็กก่อนวางเงินจอง

: Pre-Approve บ้าน/คอนโด คืออะไร ? ทำไมคนกู้ซื้อบ้านควรรู้ก่อนยื่นกู้จริง

: เคล็ด(ไม่)ลับ วิธีผ่อนบ้าน/คอนโดให้ประหยัดดอกเบี้ย

แชร์เนื้อหา
รูปโปรไฟล์ของ KAiiW.
KAiiW.
This too shall pass.
ช่องทางในการติดตาม
LINE@ Add Friend
บทความที่เกี่ยวข้อง
New Update! ระบบ Chat บน propertyhub.in.th

New Update! ระบบ Chat บน propertyhub.in.th

Propertyhub เพิ่มระบบแชท (Chat) เพื่อเพิ่มความสะดวกให้การสื่อสารกันมากยิ่งขึ้นระหว่างผู้ค้นหาอสังหาฯ และผู้ลงประกาศ ซึ่งสามารถใช้ได้พร้อมกัน ในวันที่ 18 ส.ค. 69 ทั้งบนเว็บไซต์ และ Application | *ไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถใช้ฟรีได้ทุกท่าน

โพสต์เมื่อ07 August 2026
ปิดจบคำถามกวนใจ “ซื้อบ้าน/คอนโดครั้งแรก” ต้องเตรียมเงินเท่าไหร่กันแน่ ?

ปิดจบคำถามกวนใจ “ซื้อบ้าน/คอนโดครั้งแรก” ต้องเตรียมเงินเท่าไหร่กันแน่ ?

ซื้อบ้าน/คอนโดครั้งแรก ต้องเตรียมเงินเท่าไหร่กันแน่ ? รวมทุกค่าใช้จ่ายตั้งแต่เงินจอง เงินดาวน์ ค่าโอน ค่าจดจำนอง ไปจนถึงเงินสำรองหลังย้ายเข้าอยู่ พร้อมตัวอย่างการคำนวณจริงและเทคนิควางแผนการเงิน อ่านจบ ซื้อบ้านได้อย่างมั่นใจ

โพสต์เมื่อ22 July 2026
กู้บ้านไม่ผ่าน เพราะอะไร ? รวมสาเหตุ วิธีแก้และวิธีเตรียมตัวก่อนยื่นกู้ใหม่

กู้บ้านไม่ผ่าน เพราะอะไร ? รวมสาเหตุ วิธีแก้และวิธีเตรียมตัวก่อนยื่นกู้ใหม่

กู้บ้านไม่ผ่าน เกิดจากอะไรได้บ้าง? รวมสาเหตุหลักที่ธนาคารปฏิเสธสินเชื่อบ้านแบบละเอียด พร้อมวิธีแก้ไขทีละขั้นตอน และเทคนิคเตรียมตัวก่อนยื่นกู้ใหม่ให้ผ่านฉลุย

โพสต์เมื่อ14 July 2026
Checklist ก่อนจองบ้านและคอนโด รวมสิ่งที่ต้องเช็กก่อนวางเงินจอง

Checklist ก่อนจองบ้านและคอนโด รวมสิ่งที่ต้องเช็กก่อนวางเงินจอง

เช็กลิสต์ก่อนจองบ้านและคอนโด ต้องดูอะไรบ้างก่อนวางเงินจอง ตั้งแต่งบประมาณ ทำเล เอกสารสิทธิ์ ไปจนถึงสัญญาจะซื้อจะขาย อ่านจบจองได้อย่างมั่นใจ ไม่มีพลาด

โพสต์เมื่อ07 July 2026

บทความแนะนำ

ขั้นตอนเปลี่ยนชื่อผู้ใช้ไฟฟ้า ต้องทำอย่างไรกันนะ ?

ขั้นตอนเปลี่ยนชื่อผู้ใช้ไฟฟ้า ต้องทำอย่างไรกันนะ ?

สำหรับใครที่กำลังจะไปทำเรื่อง “ขอเปลี่ยนชื่อผู้ใช้ไฟฟ้า” บทความนี้ก็คงจะเป็นประโยชน์กับคุณอย่างแน่นอน เพราะว่าเราได้รวบรวมขั้นตอนการยื่นเรื่องขอเปลี่ยนชื่อผู้ใช้ไฟฟ้า พร้อมกับลิสต์รายชื่อเอกสารที่คุณจะต้องจัดเตรียมมาฝาก

โพสต์เมื่อ21 August 2025
วิธีตรวจสอบ “ราคาประเมินคอนโดออนไลน์” แบบไม่ต้องไปถึงกรมที่ดิน

วิธีตรวจสอบ “ราคาประเมินคอนโดออนไลน์” แบบไม่ต้องไปถึงกรมที่ดิน

ปัจจุบันนี้คุณสามารถเช็คราคาประเมินคอนโดทางออนไลน์ได้แล้ว และที่สำคัญเลยก็คือใช้งานง่าย เช็คราคาประเมินได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาและค่าเดินทางไปยังกรมที่ดิน เพราะฉะนั้นทางทีมงาน Propertyhub จึงจะขอนำวิธีตรวจสอบ “ราคาประเมินคอนโดออนไลน์” มาฝาก

โพสต์เมื่อ16 October 2025
รวมแบบฟอร์มเอกสารสัญญาและหนังสือมอบอำนาจ ดาวน์โหลด ฟรี!

รวมแบบฟอร์มเอกสารสัญญาและหนังสือมอบอำนาจ ดาวน์โหลด ฟรี!

สำหรับใครที่กำลังมองหา แบบฟอร์มเอกสารสัญญาและหนังสือมอบอำนาจอยู่ล่ะก็ ทาง Propretyhub ก็จัดให้! เพราะเราได้รวบรวม แบบฟอร์มเอกสารสำคัญต่างๆ มาไว้คุณได้ดาวโหลดไปใช้กันแบบฟรีๆ ไม่ว่าจะเป็น...

โพสต์เมื่อ27 September 2021

คอนโดให้เช่ายอดนิยม

propertyhub logo

เมนูหลัก

ติดต่อเรา

บริษัท ซิมเปิ้ล อินเทอร์เน็ต
จํากัด เลขที่ 242 ห้องเลขที่ A210 อาคาร A
ศูนย์การค้าเพลินนารี่มอลล์
ถนนวัชรพล แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน
กรุงเทพมหานคร 10230
Line QrCode
Line ID : @propertyhub
โทร. 02-026-3049

support@propertyhub.in.th

Line QrCode
Line ID : @propertyhub
โทร. 02-026-3049

support@propertyhub.in.th

twitter icon
youtube icon
instagram icon
Copyright © 2019-2020 Zimple Internet Co., Ltd. , All rights reserved.
facebook icon
twitter icon
youtube icon
instagram icon